เรื่องราวมหากาพย์หน้ากากแห่ง Slipknot ภาค 4 อัลบั้ม All Hope is Gone (2008)

วงการดนตรียังคงต้องการแนวทางการดนตรีทางด้านนี้ ปิศาจจากขุมนรกแห่งหน้ากาก ยังคงโลดแล่น ดนตรีที่หนักหน่วงยังมีให้เห็น หลังจากอัลบั้มที่ 3 ทิ้งช่วงถึง 4 ปีกับการออกอัลบั้มที่ 4  All Hope is Gone ซึ่งการพัฒนาการของหน้ากากก็สูงขึ้นตามไปเช่นกัน

Corey Taylor

ความน่ากลัวแบบดิบเถื่อนของนักร้องนำได้สูญหายไป  อาจจะเป็นเพราะเขาเลิกเหล้าได้อย่างถาวร จึงทำให้ความดิบทางด้านนั้นลดลงไป รูปลักษณ์ของหน้ากาก Corey ได้ถูกดัดแปลงมาจากหมาพันธ์บูลเทอร์เรีย ที่มีความเรียบง่ายแต่โหดร้ายนั่นเอง

Mick Thomson

อัตลักษณ์ของนักกีตาร์ที่คงไว้ซึ่งคอนเซ็ปเดิมทุกอย่าง  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆจากพี่ Mick เพราะพี่ท่านอยากเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยก็จดจำได้ในลักษณะนี้ (หรือขี้เกียจคิดก็ไม่อาจจะทราบได้)

Jim Root

ภายใต้รูปหน้ากากอันเดิมเหมือนกับอัลบั้มก่อนหน้านี้ สิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมคือโทนสีที่ถูกนำมาใช้กับหน้ากากอันนี้ โดยการเปลี่ยนสีบาดแผลจากสีแดงให้กลายเป็นสีดำ

Craig Jones

กาลเวลาไม่เคยทำให้เขาได้เปลี่ยนแปลง เพราะ รัก ไม่เคยที่จะเปลี่ยนไป หน้ากากทาสที่มีหนามแหลมทิ่มแทงยังคงเป็นเฉิกเช่นเดิม (อาจจะขี้เกียจคิดเช่นเดียวกับพี่ Mick)

Sid Wilson

เจ้าพ่อหน้ากาก ที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้ากากใหม่เสมอตลอดเวลา ไอเดียหน้ากากไม่เคยหยุดนิ่งประหนึ่งกับว่าเป็นงานอดิเรกเลยทีเดียว หน้ากากในชุดนี้พี่ Sid มี 12 หน้ากากหัวกะโหลกกับสไตล์เมทัลลิกแบบในหนังทรานซ์ฟอร์เมอร์

Shawn Crahan

เป็นอีกหนึ่งคนที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้ากากอยู่ตลอดเช่นกัน แต่คงไว้ซึ่งตัวตนดั้งเดิมของตัวเอง คือ Clown แต่ในครั้งนี้หน้ากากตัวตลกที่เคยมีสีแดงสดใส กลับกลายเป็นสีดำซึ่งมองดูคล้ายๆกับความเป็นจริงที่ดำมืดว่าเป็นเรื่องตลกร้ายยังไงอย่างนั้น ใบหน้าของตัวตลกดำกับมีจมูกสีทองกลมโต และทั้งหน้าไม่มีส่วนใดเลยทีดูเป็นมนุษย์ และ ที่สำคัญหน้ากากครั้งนี้ของ Shawn ทั้งหมดทำมาจากโลหะซึ่งสามารถนำเอามาใช้ได้จริง

Chris Fehn

หน้ากากใบเดิม ใช่ครับหน้ากากอันเดิม ที่ผสมกลิ่นอ้วก กลิ่นฉี่ กลิ่นเหงื่อ ใบนั้นแหละครับ กาลเวลาทำให้มันขึ้นสนิม และ เก่าด้วยตัวของมันเอง แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ยังคงดูลึกลับและซกมก

Paul Gray

Paul Gray กับหน้ากากใบหน้าสุดท้ายของชีวิตเขาและวง Slipknot ซึ่งได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนคืนเวที เนื่องจากยาเสพติด หน้ากากหมูในสไตล์ ฮันนิบาล เล็กเตอร์ ได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นรอยแตกและเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ มีรอยแตกและรอยเย็บของใบหน้าทำให้ดูน่ากลัวมาก

Joey Jordison

ยังคงไว้ซึ่งคอนเซ็ปเดิมของหน้ากากคาบูกิ ที่ลึกลับและโศกเศร้า บาดแผลที่เพิ่มขึ้นบนใบหน้ากับรอยเย็บที่ปาก ประกอบกับหนามล้อมหัว ที่คล้ายกับตอนที่พระเยซูถูกทรมานบนไม้กางเขน คล้ายกับแบกรับความเศร้าของโลกใบนี้เอาไว้ สร้างความน่ากลัวจนขนลุกทุกรูขุมขน

เป็นการเปลี่ยนแปลง (สำหรับบางคน) ทางด้านความคิดทางดนตรีที่เหมือนกับบอกเรื่องราวที่แต่ละคนได้ประสบพบเจอ อย่างไรก็ตาม ความสุดยอดของวงดนตรีนี้ก็ไม่มีท่าทีที่จะหยุดแต่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าใครจะมาเป็นผู้สานต่อตำนานบทนี้เท่านั้นเอง