ใครจะรู้ Hotel California เป็นเพลงเสียดสีสังคมยุค 70

วงดนตรี Rock รุ่นเก่าแสนเก๋าอย่าง The Eagle ที่แต่งเพลงออกมาจนเป็นที่นิยม และ แปลความหมายของเพลงได้อย่างหลากหลาย เพราะถ้าหากฟังเพลงในลักษณะธรรมดาแบบตรงตัว จะเป็นการมองเห็นถึงนักร้องคนหนึ่งเดินทางไปยังโรงแรมแห่งนี้แล้วพบกับวิญญาณหรือผี บทเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ฟังได้เป็นอย่างดี แต่จริงๆแล้วเพลงนี้นั้นแฝงไว้ด้วยความหมายบางอย่างของนักแต่งเพลง ความหมายที่แท้จริงของเพลงที่ถูกสื่อออกมา จนกลายเป็นเพลงอมตะที่สังคมให้การยอมรับถึงโรงแรมผีสิงแห่งนี้ หรือ อาจจะเป็นเพียงแค่นิทานที่เล่าผ่านบทเพลงเท่านั้น

การเสียดสีในเพลงของ The Eagles นั้นถูกออกแบบทางดนตรีไว้อย่างแยบยล ในยุคตกต่ำของอุตสาหกรรมทางด้านดนตรี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปลายทางด้านดนตรีของ Rock n Roll
เพลงนี้ถูกแต่งโดยสมาชิกของวง The Eagles จากนักดนตรี 3 คน ได้แก่ Don Felder, Glenn Frey และ Don Henley 40 ปีที่ผ่านพ้นมายังคงทำให้เพลงนี้ถูกกล่าวขาน เสียงร้องของ Don Henry ที่ทำให้เพลงนี้ยังคงเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ ความไพเราะของดนตรีในท่วงทำนอง

การแปลเนื้อเพลงให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของความตั้งใจจากศิลปิน

On a dark desert highway, Cool wind in my hair เป็นการสื่อถึงคนหนุ่มสาวในยุคแห่งการแสวงหาความโด่งดัง และ ชื่อเสียงเงินทองด้วยดนตรี จากการผ่านความลำบากดังทะเลทรายเพื่อไปหาสิ่งที่ดียิ่งกว่า

Warm smell of colitas, Rising up through the air มีการกล่าวว่า Colitas ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่เป็นภาษาสเปนซึ่งแปลได้ว่า “ยอดกัญชา”และ บางคนที่แปลความหมายของเพลงนี้ Colitas อาจจะแปลงมาจาก Clitoris ซึ่งเป็นอวัยวะเพศของผู้หญิง ข้อความในท่อนนี้อาจจะสื่อความหมายถึง ภาพมายาดุจดั่งฝันของนักดนตรี ที่ลุ่มหลงมัวเมากับยาเสพติดเพราะศิลปินส่วนใหญ่มักจะมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและผู้หญิงอยู่เสมอๆ

There she stood in the door way , I heard the mission bell หญิงสาวหน้าประตูพร้อมเสียงกระดิ่ง เป็นการเชื้อเชิญให้เข้าสู่วงการเพื่อความเด่นและโด่งดังโดยหญิงสาว ผู้นั้นเป็นการสร้างบทบาทตัวแทนของค่ายเพลง ให้กับหนุ่มสาวที่ฝันจะเป็นนักร้อง

Her mind is Tiffany twisted เป็นการเสียดสีกับค่ายเพลง เพราะการตั้งชื่อครั้งนี้สื่อถึง คุณ Tiffany จอมหลอกลวง

She’s got the Mercedes bends เป็นการกระแนะกระแหนถึงการใช้สินค้าราคาแพง ซึ่งสิ่งมีค่าในยุคนั้น คือ Mercedes Benz แต่ Bends หมายถึง บูดเบี้ยวและโค้งงอ ซึ่งเป็นการเสียดสีศิลปินว่าสร้างภาพให้ดูดี ใช้ของหรูราคาแพง แต่มีจิตใจที่บูดเบี้ยวขึ้นไปทุกทีๆ

She’s got a lot of pretty, pretty boys That she calls friends อย่างที่กล่าวไปว่า หญิงสาวในเพลงนั้นสื่อถึงค่ายเพลง Pretty Boy ในที่นี้ คือ เด็กในสังกัด โดย Pretty นั้นคือหนึ่งในชื่อวงดนตรียุคนั้น เป็นการบ่งบอกถึง เด็กในคอนโทรลของค่ายเพลงนั้นมีมาก จะให้ทำอะไรกับพวกเขาก็ได้โดยใช้คำที่เรียกให้เข้าใจว่าเพื่อน

How they dance in the courtyard Sweet summer sweat Some dance to remember Some dance to forget โดยคำว่า Dance หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับค่ายเพลง Some Dances to remember เท่ากับว่ามีสิ่งที่น่าจดจำบ้างสำหรับค่ายเพลง Some Dances to forget และก็มีบางสิ่งที่ไม่ดี ไม่น่าจดจำกับค่ายเพลงนั้นๆ

Please bring me my wine He said We haven’t had that spirit here since 1969 เป็นการเสียดสีอุตสาหกรรมเพลงยุคนั้นเพราะ Spirit นั้นแปลได้ 2 ความหมายคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ จิตวิญญาณ  ซึ่งกรณีนี้น่าจะเป็นการสื่อถึง จิตวิญญาณทางการดนตรีที่หมดไปตั้งแต่ปี 1969 หรือ จิตวิญญาณของดนตรีจริงๆ มันตายไปแล้ว สาเหตุที่ตีความอย่างนั้นเพราะว่า Wine ไม่ใช่ Spirit เป็นเจตนาที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของผู้แต่ง ที่ต้องการด่ากระทบวงการอุตสาหกรรมเพลงว่าไม่มีน้ำใจ

Mirrors on the ceiling เป็นการสื่อว่าตัวตนที่สูญเสียไปของวงการเพลง

Pink champagne on ice หมายถึง ความหรูหรา ความสำเร็จ เงินทอง และสิ่งต่างๆ ที่ได้มาจากการเป็นศิลปินจนทำให้ชีวิตและจิตใจเปลี่ยนไป

We are all just prisoners here of our own device ทำให้เราทั้งหมดกลายเป็นนักโทษหรือเครื่องมือสำหรับการจองจำในกิเลส

And in the master’s chambers They gathered for the feast They stab it with their steely knives But they just can’t kill the beast The Beast ในช่วงนี้หมายถึงการเซ็นสัญญาที่เปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวันหนีพ้นเงื้อมือมันไปได้  โดยที่ steely knives เป็นการล้อเล่นกับวง Steely Dan

You can check out any time you like , but you can never leave ในช่วงจบของเพลงบอกความหมายถึงนักดนตรีที่เข้ามาสู่วงการเพลงแล้วจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะ โด่งดังและได้รับการจับตามองจากคนในสังคม อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมๆ ทำหลายๆอย่างที่เคยทำในชีวิตก็เป็นไปไม่ได้แล้ว โดยอาจจะกล่าวได้ว่า คุณนั้นสามารถบอกลาวงการนี้ได้ตลอดเวลา แต่ก็ไม่สามารถจะออกไปได้

เมื่อได้ตีความหมายที่สื่อออกมาถึงการเสียดสีสังคมเพลงยุคสมัยนั้นแล้วก็สามารถสอดคล้องได้เป็นอย่างดี จากข้อความต่างๆทำให้สามารถมองและได้ข้อคิดกลับไปว่า ก่อนที่จะทำสิ่งใดก็ตาม ต้องคิดก่อนให้ดีๆเพราะบางสิ่งบางอย่างอาจจะสายเกินกว่ากลับไปแก้ไข้ได้ เหมือนข้อความท่อนสุดท้ายของเพลงได้กล่าวเอาไว้